การท่องเที่ยวเชิงเกษตรวิถีใหม่
ตามรอยศาสตร์พระราชา
การท่องเที่ยวในบริบทสังคมร่วมสมัยมิได้จำกัดอยู่เพียงการเดินทางเพื่อพักผ่อนหรือการบริโภคทรัพยากรทางวัฒนธรรมเท่านั้น หากแต่ได้พัฒนาไปสู่รูปแบบของการท่องเที่ยวที่เน้น “คุณค่า” และ “ความหมาย” ของพื้นที่ ชุมชน และวิถีชีวิตของผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของสังคมเกษตรกรรมไทย ซึ่งมีองค์ความรู้ ภูมิปัญญา และวิถีการดำรงชีวิตที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน การท่องเที่ยวจึงกลายเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการเรียนรู้เข้าด้วยกันอย่างบูรณาการ
แนวคิด การท่องเที่ยววิถีนวัติกสิกรรม เกิดขึ้นจากความพยายามในการยกระดับการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและการท่องเที่ยวโดยชุมชน ให้ก้าวข้ามรูปแบบดั้งเดิมที่มุ่งเน้นเพียงการเยี่ยมชมพื้นที่หรือกิจกรรมทางการเกษตร ไปสู่การท่องเที่ยวที่ผสมผสาน “นวัตกรรม” เข้ากับ “วิถีเกษตร” อย่างมีความหมาย คำว่า นวัติกสิกรรม ในบริบทนี้ มิได้หมายถึงเทคโนโลยีขั้นสูงเพียงอย่างเดียว หากแต่ครอบคลุมถึงนวัตกรรมทางความคิด กระบวนการจัดการ การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ การสร้างประสบการณ์ และการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างสร้างสรรค์และร่วมสมัย
การท่องเที่ยววิถีนวัติกสิกรรมจึงมีลักษณะสำคัญคือ การเปิดพื้นที่ให้ผู้มาเยือนได้มีส่วนร่วมกับวิถีชีวิตเกษตรกรรมอย่างแท้จริง ผ่านกิจกรรมเชิงประสบการณ์ (experiential learning) การเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติ และการสื่อสารเรื่องราวของชุมชนจากมุมมองของคนในพื้นที่ นักท่องเที่ยวไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียง “ผู้ชม” แต่เป็น “ผู้เรียนรู้ร่วม” ที่ได้เข้าใจบริบททางสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมของชุมชนเกษตรกรรม
ในบริบทของการท่องเที่ยววิถีนวัติกสิกรรม แนวคิด ศาสตร์พระราชา กลายมาเป็นแนวคิดที่มีความสำคัฐในการจัดสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งเป็นแนวพระราชดำริในการจัดการทรัพยากรระดับไร่นาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน พระราชทานโดย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชการลที่ 9 เพื่อตอบโจทย์ปัญหาการเกษตรของไทยที่เกษตรกรจำนวนมากประสบภาวะขาดแคลนที่ดิน ทำการผลิตเชิงเดี่ยว มีต้นทุนสูง และไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริง แนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่จึงมุ่งเน้นการพึ่งพาตนเองเป็นหลัก โดยให้ความสำคัญกับความมั่นคงด้านอาหาร การจัดการน้ำ และการใช้ทรัพยากรในพื้นที่อย่างเหมาะสม
เกษตรทฤษฎีใหม่ ตามข้อมูลของ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขั้นต้นเป็นการจัดสรรพื้นที่ระดับไร่นาขนาดเล็ก โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วนตามอัตราส่วน 30 : 30 : 30 : 10 ได้แก่ พื้นที่แหล่งน้ำเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ตลอดปี พื้นที่ปลูกข้าวเพื่อการบริโภคในครัวเรือน พื้นที่ปลูกไม้ผล พืชผัก และพืชหลากหลายชนิดเพื่อใช้สอยและจำหน่าย และพื้นที่อยู่อาศัยรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานภายในแปลง แนวทางดังกล่าวช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาพืชชนิดเดียว เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ และสร้างความมั่นคงด้านอาหารให้กับครัวเรือนเกษตรกรอย่างยั่งยืน
ในขั้นต่อมา เกษตรทฤษฎีใหม่ขั้นกลางและขั้นก้าวหน้าได้ขยายมิติจากระดับไร่นาไปสู่ระดับชุมชน ผ่านการรวมกลุ่มในรูปแบบวิสาหกิจชุมชนหรือสหกรณ์ เพื่อร่วมกันบริหารจัดการด้านการผลิต การตลาด สวัสดิการ การศึกษา และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของสมาชิก การรวมพลังดังกล่าวช่วยลดต้นทุน เพิ่มอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนเกษตรกรรมในระยะยาว ซึ่งสอดคล้องโดยตรงกับแนวคิดการพัฒนาท้องถิ่นแบบมีส่วนร่วมและการพึ่งพาตนเอง
จากฐานคิดของเกษตรทฤษฎีใหม่ ได้มีการต่อยอดสู่ โคกหนองนาโมเดล ในพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ รัชกาลที่ 10 ซึ่งเป็นการจัดการพื้นที่เกษตรแบบบูรณาการ โดยผสมผสานการจัดภูมิทัศน์ พื้นที่สูง พื้นที่น้ำ และพื้นที่นาเข้าด้วยกันอย่างสมดุล ตามข้อมูลของสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โคกหนองนาโมเดลเน้นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า การฟื้นฟูดินและน้ำ การปลูกพืชแบบหลากหลาย และการลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก เช่น ปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตร ส่งผลให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้ มีรายได้ต่อเนื่อง และรักษาสมดุลของระบบนิเวศในพื้นที่
เมื่อพิจารณาในมิติของการท่องเที่ยว โคกหนองนาโมเดลมิได้เป็นเพียงรูปแบบการจัดการเกษตรเพื่อการผลิตเท่านั้น หากแต่สามารถพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้และพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการจัดการทรัพยากร การดำรงชีวิตอย่างพอเพียง และการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุล นักท่องเที่ยวจึงมีโอกาสเรียนรู้วิถีเกษตรกรรมไทยผ่านการลงมือปฏิบัติจริง ขณะเดียวกันชุมชนก็สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากองค์ความรู้และอัตลักษณ์ของตนเองได้อย่างเหมาะสม
จะเห็นได้ว่า แนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่และโคกหนองนาโมเดลมิได้ก่อให้เกิดประโยชน์เพียงในมิติการผลิตทางการเกษตรเท่านั้น หากแต่ยังส่งผลให้พื้นที่เกษตรกรรมมีความสวยงาม ร่มรื่น และมีภูมิทัศน์ที่เอื้อต่อการใช้ประโยชน์เชิงสร้างสรรค์ การจัดการพื้นที่อย่างเป็นระบบ ทั้งแหล่งน้ำ พื้นที่สีเขียว และพื้นที่อยู่อาศัย ช่วยสร้างบรรยากาศที่เหมาะสมต่อการพัฒนาเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจรูปแบบอื่น ๆ เช่น ร้านอาหาร คาเฟ่ ฟาร์มสเตย์ หรือแหล่งท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ ซึ่งสามารถต่อยอดจากทรัพยากรและวิถีชีวิตเดิมของชุมชนได้โดยไม่ทำลายรากฐานทางเกษตรกรรม การพัฒนาในลักษณะดังกล่าวไม่เพียงสร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกรและชุมชน แต่ยังช่วยเพิ่มคุณค่าทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว อันสอดคล้องกับแนวคิดการท่องเที่ยววิถีนวัติกสิกรรมที่มุ่งเน้นความยั่งยืนและการใช้ทรัพยากรในพื้นที่อย่างมีความหมาย
กล่าวได้ว่า ศาสตร์พระราชา เกษตรทฤษฎีใหม่ และโคกหนองนาโมเดล เป็นรากฐานเชิงแนวคิดที่สำคัญของการท่องเที่ยววิถีนวัติกสิกรรม เนื่องจากสะท้อนการพัฒนาอย่างพอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกัน ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อันนำไปสู่การท่องเที่ยวที่มิได้สร้างเพียงรายได้ หากแต่สร้างความเข้าใจ ความตระหนักรู้ และความยั่งยืนให้กับชุมชนเกษตรกรรมในระยะยาว
ในมิติของการพัฒนาท้องถิ่น การท่องเที่ยววิถีนวัติกสิกรรมทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรที่มีอยู่เดิม ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่เกษตร อาหารพื้นถิ่น วิถีชีวิตครอบครัวเกษตรกร หรือองค์ความรู้ชุมชน โดยไม่ทำลายรากฐานทางวัฒนธรรม หากแต่ส่งเสริมให้เกิดการอนุรักษ์ การสืบทอด และการต่อยอดอย่างยั่งยืน แนวคิดดังกล่าวยังสอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ soft power ในระดับพื้นที่ ซึ่งเน้นการใช้ทุนทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่นเป็นจุดแข็งในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยว
อนึ่ง การท่องเที่ยววิถีนวัติกสิกรรมมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขข้อจำกัดของการท่องเที่ยวเชิงเกษตรในรูปแบบดั้งเดิม ซึ่งมักมุ่งเน้นให้ผู้มาเยือนได้เข้าชมและเรียนรู้กระบวนการทำเกษตรเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ในบริบทของสังคมปัจจุบัน รูปแบบดังกล่าวยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายได้อย่างครอบคลุม เนื่องจากมิใช่ทุกคนจะมีความสนใจหรือมีส่วนร่วมกับกิจกรรมการทำเกษตรโดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาชิกในครอบครัวที่มีช่วงวัยและความสนใจแตกต่างกัน ส่งผลให้กิจกรรมการท่องเที่ยวขาดความหลากหลาย และกระทบต่อความต่อเนื่องและความยั่งยืนของการดำเนินธุรกิจ การบูรณาการนวัตกรรมด้านการจัดการและการออกแบบกิจกรรมการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ จึงช่วยเปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนได้มีกิจกรรมร่วมกันในครอบครัวหรือกลุ่มนักท่องเที่ยว ขณะเดียวกันยังคงสอดแทรกการเรียนรู้ด้านเกษตรกรรมอย่างเหมาะสม แนวทางดังกล่าวไม่เพียงเพิ่มประสบการณ์การท่องเที่ยวให้มีความหมายมากขึ้น แต่ยังควรได้รับการส่งเสริมและเผยแพร่ในวงกว้าง เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้สอดคล้องกับบริบทสังคมร่วมสมัยและนำไปสู่ความยั่งยืนในระยะยาว
กล่าวโดยสรุป การท่องเที่ยววิถีนวัติกสิกรรมมิใช่เพียงรูปแบบหนึ่งของการท่องเที่ยวเชิงเกษตร แต่เป็นกรอบแนวคิดที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ การเรียนรู้ของผู้มาเยือน และความเข้มแข็งของชุมชนเกษตรกรรม โดยให้ความสำคัญกับนวัตกรรมเชิงพื้นที่ การมีส่วนร่วมของชุมชน และการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นแกนหลักของการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในบริบทท้องถิ่น จากข้อมูลและแนวคิดที่กล่าวมาข้างต้น สามารถสรุปลักษณะสำคัญของ การท่องเที่ยววิถีนวัติกสิกรรม ได้เป็นองค์ประกอบหลัก ดังต่อไปนี้
แนวคิดการจัดการพื้นที่การท่องเที่ยววิถีนวัติกสิกรรม
ประการแรก การท่องเที่ยววิถีนวัติกสิกรรมให้ความสำคัญกับการจัดสรรพื้นที่โดยอาศัยแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ โคกหนองนาโมเดล หรือรูปแบบการจัดการพื้นที่เกษตรที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละชุมชน เพื่อสร้างภูมิทัศน์ที่สวยงาม ร่มรื่น และเอื้อต่อการพึ่งพาซึ่งกันและกันของทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยให้ดิน น้ำ พืช และสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ทำงานร่วมกันอย่างสมดุล ลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก และสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการใช้ประโยชน์ทั้งในมิติการเกษตรและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความยั่งยืนในระยะยาว
กิจกรรมการเรียนรู้วิถีแนวคิดการเกษตร
ประการที่สอง การท่องเที่ยววิถีนวัติกสิกรรมเน้นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิถีเกษตรในรูปแบบเชิงประสบการณ์ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนได้มีส่วนร่วมกับกิจกรรมจริงในพื้นที่ เช่น การปลูกพืชอินทรีย์ การเก็บผัก การตกปลา การเลี้ยงสัตว์ หรือการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร กิจกรรมเหล่านี้ช่วยให้ผู้มาเยือนได้เรียนรู้คุณค่าของการเกษตร การพึ่งพาตนเอง และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง เป็นการสร้างความรู้และความเข้าใจ สร้างความประทับใจและความผูกพันกับพื้นที่และชุมชนเจ้าบ้าน
กิจกรรมนวตกรรมการท่องเที่ยว
ประการที่สาม การท่องเที่ยววิถีนวัติกสิกรรมมุ่งพัฒนารูปแบบการให้บริการที่มีความหลากหลายและเหมาะสมกับสมาชิกหลายช่วงวัยภายในครอบครัวหรือกลุ่มนักท่องเที่ยวเดียวกัน โดยอาจมีการออกแบบพื้นที่และกิจกรรมที่แตกต่างกัน เช่น สนามเด็กเล่นหรือพื้นที่กิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเด็ก พื้นที่เรียนรู้ด้านศิลปะหรือวัฒนธรรม คาเฟ่หรือพื้นที่พักผ่อนสำหรับผู้ใหญ่ ตลอดจนกิจกรรมนันทนาการอื่น ๆ เช่น สวนน้ำหรือกิจกรรม ถือเป็นนวัตกรรมด้านการท่องเที่ยวที่ช่วยให้ทุกคนสามารถใช้เวลาร่วมกันในพื้นที่เดียวกันได้อย่างมีความหมาย ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มระยะเวลาในการท่องเที่ยว เพิ่มโอกาสทางรายได้ และเสริมความสามารถในการดำเนินธุรกิจท่องเที่ยวให้มีความต่อเนื่องและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น